วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2558

๓. นิทานเรื่อง โตเทยยะพราหมณ์





๓. นิทานเรื่่อง โตเทยยะพราหมณ์ 


     ๐ มีนิทานนานสุดครั้งพุทธกาล                    เป็นนิทานเรื่่องจริงทุกสิ่งสี
เมื่อพระสัพพัญญููยังอยู่ดี                                  มีชีวีอยู่ในสมัยนั้น
ยังมีโตเทยยะพราหมณ์มีนามก้อง                    เข้าร้องเรียกเศรษฐ๊มีโมหันต์
มีสมบัติหลายหลากมากอนันต์                         คำนวณกันไม่น้อยแปดร้อยล้าน
แต่ตระหนี่ถี่เหนียวเด็ดเดี่่ยวนัก                         แกหลงรักแต่สมบัติพัสถาน
มีอายุอยู่มาชรากาล                                          ไม่ทำทานทำกุศลแก่คนใน
พระพุทธองค์ทรงศีลมาบิณฑบาต                    แกตวาดสำทับร้องขับไล่
ว่าภิกษุหัวโล้นทะโมนไพร                                แกทำไมขอทานที่บ้านกู
ไม่ทำมาหากินจนสิ้นท่า                                    เที่ยวด้านหน้าขอทานทุกคนผู้่
แกออกไปเสียจากปากประตู                             อย่ายืนอยู่หน้าบ้านรำคาญตา
แต่พระองค์ดำรงสติไม่ปริโอษฐ์                        ไม่ถือโกรธเศรษฐีที่ด่าว่า
แต่ทรงแย้มสรวลนิดผิดธรรมดา                        จึงพระอานนท์ถามซึ่งความใน
พระพุทธองค์ทรงตรัสพยากรณ์                   ว่าดูก่อนอานนท์เศรษฐีใหญ่
จะไปสู่อบายเมื่่อตายไป                                 แล้วเกิดใหม่กายาเป็นหมาดำ
กลับมาเฝ้าสมบัติพัสถาน                                   เพราะห่วงบ้านของตนกมลต่ำ
ห่วงสินทรัพย์นับโกฎิเป็นโทษธรรม                   เพราะบาปกรรมด่าว่าตถาคต
จะเกิดเป็นหมาเห่าคอยเฝ้าบ้าน                         เมื่อเราผ่านทีไรจำได้หมด
จะคอยเห่าเฝ้าไล่ไม่ละลด                                 เธอจงจดจำไว้ในไม่ช้า
ต่อมาเศรษฐีตายไปหลายศก                             ทิ้งมรดกร้อยล้านประมาณค่า  
แต่ไม่ครบสมบัติเต็มอัตรา                                  ไม่ทราบว่าฝังไว้ที่ไหนกัน
มีบุตรชายชื่่อว่าศุภมานพ                                    ค้นไม่พบทรัพย์มากมายหายไปนั่น
ทั้งรองเท้าทองคำของสำคัญ                              รวมทั้งอัญมณีไม่มีครบ
วันหนึ่งพระพุทธองค์ทรงยลญาณ                  แลเห็นบ้านโตเทยยะพราหมณ์ก็ประสบ
เห็นบุญของบุตรชายนายมาณพ                    อันเคยอบรมบ้างแต่ปางบรรพ์
พระจึงโปรดปรานถึงบ้านเขา                               ด้วยบุญเก่ามีบ้างเคยสร้างสรรพ์
เขาจะได้ดวงตาโสดาบัน                                     จะเดินมรรคาบุญมีทุนรอน
พระจึงไปบิณฑบาตเดินยาตรา                            ประทับหน้าประตูเขาดูก่อน
ศุภมานพผู้เจริญก็เดินจร                                      ถวายอาหารหวานอ่อนแก่พระองค์
มีหมาดำตามหลังมานั่งเห่า                              ส่งเสียงเร้ารุกไล่ไม่ประสงค์
พระจึงตรัสเรียกนามไปตามตรง                     โตเทยยะคงรู้จักร้องทักเรา
เมื่อเป็นคนก็ด่าเราสาหัส                                      มาอุบัติเป็นหมาก็มาเห่า
จะมีกรรมตามไปมิใช่เบา                                      ทั้งกรรมเก่ากรรมใหม่มิใช่น้อย
     ๐ ฝ่ายหมาดำฟังคำพระดำรัส                          โทมนัสในใจมิใช่่น้อย
เงียบเสียงเห่าก้มหน้าทำตาปรอย                         เดินหางห้อยหัวตกวิ่งหยกไป
ไปนอนเฝ้าเตาไฟที่ในบ้าน                                   ทำอาการซ่อนเร้นเหมือนเป้นไข้
ศุภมานพเห็นความเป็นไป                                     เหตุไฉนสมณะมาเกินเลย
แต่มาณพยังเห็นเป็นสมณะ                                   จะเถียงพระไม่ขึ้นจึงยืนเฉย
แต่ยังจดจำคำร่ำภิเปรย                                         อยากจะเอ่ยปากถามถึงความนัย
จึงติดตามไปหาตถาคต                                         น้อมประณตนั่งถามความสงสัย
ท่านเรียกหมาโตเทยยะได้อย่างไร                   ชื่อบิดาหาใช่ชื่อสุนัข
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าสัตว์น้ัน                             คนคือชั้นสัตว์เลิศประเสริฐศักดิ์
หมาคือสัตว์ต่ำต้อยบุญน้อยนัก                               จึงอาจจักเปลี่ยนผลัดอุบัติมา
โตเทยยะบิดาเวลานี้                                               เกิดมามีบุญน้อยด้อยนักหนา
จิตใจห่วงสมบัติเป็นอัตรา                                        อุบัติมาเกิดเป็นเช่นสุุนัข
เกิดมาเฝ้าเรือนชานที่บ้านเก่า                                 ตามมาเฝ้าทรัพย์ห่วงอยู่หน่วงหนัก
ศุภมานพฟังนั่งชะงัก                                               ว่าไม่ยักอยากเชื่อมันเหลือฟัง
พระพุทธองค์ทรงว่าถ้าเช่่นนั้น                                 พิสูจน์กันให้แน่แต่หนหลัง
จงอาบน้ำสุนัขนั้นสักครั้ง                                         จับไปนั่งเตียงนอนพักผ่อนกาย
บนที่นอนหมอนมุ้งจรุงกลิ่น                                     จงให้กินขนมดีมีความหมาย
ดั่งเช่นโตเทยยะพราหมณ์ตามสบาย                       ก่อนท่านตายอย่างไรก็ให้ทำ
พอสุนัขนอนหลับจงจับหู                                         กระซิบดูดั่งบิดาให้น่าขำ
ว่าพ่อซ่อนทรัพย์ไว้จดได้จำ                                     พ่อช่วยนำไปขุดให้บุตรชาย
ศุภมานพรับรีบกลับเหย้า                                          พระพุทธเจ้าสั่งสมอารมณ์หมาย
จึงจับหมาอาบน้ำตามภิปราย                                    ให้นอนสบายดั่งว่าบิดานอน
บนเตียงนอนเศรษฐีผู้บิดา                                        ทำตามว่าที่พระองค์ได้ทรงสอน
กระซิบถามบิดาโดยว่าวอน                                      ว่าพ่อซ่อนทรัพย์ไว้ที่ไหนมี
จงพาลูกไปดูให้รู้แห่ง                                              ยังหลักแหล่งซ่อนทรัพย์พ่อเศรษฐี
สุนัขดำลุกขึ้นยืนทันที                                              วิ่งไปที่ใต้โคนของต้นไทร
เอาจมุกดมกลิ่นเอาตีนขุด                                        เหมือนบอกจุดที่ลับฝังทรัพย์ให้
มาณพให้บุรุษขุดลงไป                                            ก็พอใต้ดินดอนนั้นซ่อนทรัพย์
ได้พบทรัพย์มากมายอีกหลายแสน                          ใส่ตุุ่ม่แน่นเต็มปรี่มีเสร็จสรรพ
ทั้งรองเท้าทองคำเป็นความลับ                                ตรงที่รับสั่งไว้ใต้ปถพี
ครั้นเมื่อศุภมานพได้พบทรัพย์                             จึงยอมรับนับถือพระชินสีห์
นับถือพระรัตนตรัยในชีวี                                       ทรัพย์ที่มีมากมายแจกจ่ายไป
เลื่อมใสพระรัตนตรัยเลื่อมใสล้น                                พระทศพลเลิศลบภพสมัย
เชื่อปัญญาตรัสรู้พระภูวนัย                                         ว่าแจ้งในสามโลกสิ้นโศกทรวง
เชื่อนรกเชื่อสวรรค์ไม่หวั่นไหว                                   เชื่่อนิพพานพ้นภัยอันใหญ่หลวง
เชื่ออุบัติสัตว์เกิดกำเนิดปวง                                       เชื่อว่าดวงชะตาเป็นตามเวรกรรม
เชื่อว่าตายแล้วเกิดกำเนิดใหม่                              เป็นสัตว์ใหญ่สัตว์น้อยอันต้อยต่ำ
เชื่อเวียนว่ายตายเกิดวิบากกรรม                          เชื่อแรงบุญหนุนนำกำเนิดมา
เชื่อว่ากรรมจำแนกให้แตกต่าง                             เชื่อว่ากรรมนำทางในชาติหน้า
เชื่อว่ากรรมชาติก่อนย้อนนำพา                           ให้เวียนว่ายในมหาสมุทัย ฯ  (๗๒ คำ)

                                                                                                ๑๔   ธันวาคม  ๒๕๓๒

               

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558

๒. นิทานเรื่อง ม้าขาเขยก



๒ นิทานเรื่อง

ม้าขาเขยก


        มีนิทานชาดกท่านยกมา          พระศาสดาทรงเล่าแก่เหล่าสงฆ์
ว่าครั้งหนึ่งนานสุดพระพุทธองค์         เกิดเป็นองค์นักปราชญ์ราชครู

ครั้งนั้นพระราชาเลี้ยงม้าศึก              อึกทึกไม่น้อยนับร้อยคู่
เป็นม้าดีมีตระกูลชาติสินธู                เป็นม้ารู้สินธพขี่รบรับ

มีชายหนึ่งชำนาญการขี่ม้า               ฝึกอาชาใหญ่น้อยคอยกำกับ
แต่ตกม้าขาเกกเขยกยับ                  คอยบังคับจูงม้าอาชาทรง

แต่ต่อมาม้าทรงองค์กษัตริย์              เกิดข้องขัดขาเพลียเสียประสงค์
เดินโขยกเขยกไปมิใคร่ตรง              พระจึ่งสงสัยม้าว่าขาแพลง

สั่งให้หมอม้าตรวจสำรวจโรค            ขาโขยกหลายม้าเหมือนว่าแกล้ง
หรือปัจจาข้าศึกนึกระแวง                 เข้ามาแทงขาม้าอาชารัตน์

เมื่อหมอม้ามาตรวจสำรวจโรค           ขาโขยกเส้นสายภายในขัด
เอาน้ำมันนวดทายาชะงัด                 ยังเดินขัดข้องขาเวลาเดิน

พระราชาสงสัยพระทัยอยู่                 ยังไม่รู้เรื่องข้องมองผิวเผิน
มันเป็นเรื่องเหลือเชื่ออย่างเหลือเกิน   จึงเชื้อเชิญพระราชครูมาดูม้า

พระราชครูดูม้าตรวจตราทั่ว              ให้เรียกตัวคนเลี้ยงมาเรียงหน้า
ให้เดินดูท่วงทีกิริยา                       แลเห็นชายนายอาชาขาพิการ

จึงกราบทูลราชาว่าเรื่องง่าย              ให้หาชายองอาจชาติทหาร
มาเปลี่ยนคนเลี้ยงม้าไม่ช้านาน          อาชาชาญจักสง่าเป็นม้าทรง

พระราชาจึงให้ชายพิการ                  หยุดทำการเลี้ยงม้าไม่ประสงค์
แล้วให้หาชายชาติที่อาจอง              มาบรรจงจูงม้าอาชาไนย

สักเดือนหนึ่งต่อมาอาชาราช             เดินองอาจมั่นคงไม่สงสัย
มันเลียนแบบคนจูงหมายมุ่งใจ          มันรักใคร่คนเลี้ยงเพียงครูบา

คนเลี้ยงม้าขาเป๋คือเทวทัต               มาฝึกหัดเป็นครูอยู่ข้างหน้า
พระราชครูรู้เหตุเพศอาชา                คือตถาคตตรัสสอนสัทธรรม

ว่าคบใครก็เป็นเช่นคนนั้น                 คบพาลพลันพาวกลงตกต่ำ
คบบัณฑิตจิตย่อมจะน้อมนำ             ให้ก่อกรรมแต่กุศลเป็นคนดี

ลูกสาวเป็นเช่นแม่ที่แลเห็น              ลูกชายเป็นเช่นบิดาสง่าศรี
ศิษย์ก็เป็นเช่นครูผู้เมธี                    พระเหมือนชีบาต้นคนอาจารย์

นกแก้วพูดส่งเสียงสำเนียงใส            เหมือนคนใกล้พูดจาให้อาหาร
ผู้น้อยเหมือนหัวหน้าข้าราชการ         หมาในบ้านเหมือนเจ้าของครอบครองมัน

                                                   

(๓๐ คำ)   

๑๔ ธันวาคม ๒๕๓๒





วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558

๑. นิทานเรื่อง นกแขกเต้าสองตัว



๑ นิทานเรื่อง 
นกแขกเต้าสองตัว

มีนิทานชาดกท่านยกมา          พระศาสดาทรงเล่าแก่เหล่าสงฆ์
ว่าครั้งหนึ่งนานสุดพระพุทธองค์         บวชอยู่พงไพรศรีเป็นชีบา

ยังมีนกแขกเต้าแต่เก่าก่อน               ปีกยังอ่อนอาศัยอยู่ในป่า
ถูกลมหมุนชื่อมณฑสิกา                  มันพัดพาลูกนกไปตกไกล

ตัวหนึ่งไปตกลงในดงโจร                 มันตะโกนก้องด่าประสาไพร่
คำก็ปล้นคำก็ฆ่าอย่าเอาไว้               นกจึงได้จำมาภาษาโจร

นกตัวหนึ่งตกไปอยู่ในร่ม                 พระอาศรมชีป่าดูผ่าโผน
จะพูดจาว่าวอนก็อ่อนโยน                มันจึงโพนทะนาคำที่น้ำนวล

ตัวที่อยู่กับโจรตะโกนก้อง                เขาเรียกร้องชื่อนามเป็นคำห้วน
ชื่อสัสสตีคุมพะจะประมวล                แปลว่าทวนว่าหอกบอกสันดาน

ตัวอยู่กับฤาษีพระชีป่า                     มันชื่อว่าบุปผกาวาจาหวาน
แปลว่าดอกไม้งามตามตำนาน           ท่านเรียกขานสมความนามกร


วันหนึ่งพระราชาปัญจาละ                เสด็จประพาสไพรในสิงขร
พลัดกับพวกพหลพลนิกร                 เข้าไปนอนในพงของดงโจร

ฝ่ายเจ้านกแขกเต้าชื่อเจ้าทวน          วาจาห้วนหยาบช้าเหมือนตาโขน
มันเห็นพระราชาก็ด่าตะโกน              “ประเดี๋ยวโดนฆ่าฟันชีพบรรลัย”

พระเจ้าปัญจาละตื่นตระหนก             ได้ยินนกมันด่าวาจาไพร่
จึงรีบหนีหน้าลับไปฉับไว                 ไปอาศัยกุฎีพระชีบา

นกแขกเต้าฤาษีวจีเสนาะ                 พูดไพเราะอ่อนหวานปานบุปผา
“ท่านข้ามดงข้ามดอนเหนื่อยอ่อนมา   เชิญพักพาอาศัยให้สบาย”

พระเจ้าปัญจาละฟังตระหนัก             พระนึกรักนกอยู่ไม่รู้หาย
ถามฤาษีผู้เฒ่าเป็นเจ้านาย               ท่านภิปรายความเก่าเล่าให้ฟัง


ว่าเจ้านกป่าโจรตะโกนก้อง               มันเกิดท้องเดียวกันในชั้นหลัง
พ่อแม่เดียวกันแท้มาแต่ครั้ง              มันแตกรังหลงมาเพราะพายุ

ไอ้นกในป่าโจรตะโกนก้อง               เขาเรียกร้องไอ้หอกออกจะดุ
ติดนิสัยโจรป่าบ้ามุทะลุ                   เหมือนไฟคุร้อนรุ่มสุมทรวงใน

แต่ตัวนี้ดีจังชอบฟังเทศน์                 น้ำใจเมตตานักมันรักใคร
เหมือนดอกไม้บานแย้มแฉล้มไพร      จึงตั้งให้ชื่อว่าบุปผางาม

อยู่กับใครก็เป็นเช่นคนนั้น                ก็เหมือนกันกับมนุษย์สุดจะห้าม
ลูกศิษย์เป็นเช่นครูทุกผู้นาม             สัตว์เป็นตามเจ้าของครอบครองมัน


หัวหน้าโจรใจฉกาจกลับชาติมา         เป็นครูบาเทวทัตบัดนี้นั่น
พระฤาษีกลับชาติปัจจุบัน                 คือตัวฉันเกิดมาตถาคตฯ 

                                                                
                                                                      (๓๒ คำ)

๑๓ ธันวาคม ๒๕๓๒


·        นกแขกเต้าพูดได้ คือทราบจากเจโตปริยญาณ ญาณหยั่งทราบจิตเจตนาสัตว์ของพระพุทธเจ้า





นิทานสัทธรรมคดี (คำแนะนำ)




นิทานสัทธรรมคดี

โดย เทพ สุนทรศารทูล




คำแนะนำ

นิทานสัทธรรมคดี คือนิทานสัจธรรมคดี แปลว่า เล่าเรื่องจริงให้ฟัง  ในภาษาบาลีนั้น ถ้าคำสมาสต่อท้ายขึ้นต้นด้วยตัว ธ. คำท้ายของคำนั้นต้องเป็นอักษร ท.  คำว่า “สัจธรรม” จึงต้องเปลี่ยนเป็น “สัทธรรม” แปลตามตัวว่า “เรื่องจริง”  นิทาน แปลว่า เล่าเรื่องให้ฟัง  นิทานชาดก แปลว่า เล่าเรื่องผู้เกิดในชาติก่อนให้ฟัง
คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุญาณพิเศษเรียกว่า “บุพเพนิวาสานุสติญาณ” คือ ญาณรู้แจ้งเรื่องชาติก่อน  จึงทรงเล่านิทานชาดกให้พระสาวกฟัง เพื่อสอนธรรมให้เห็นของจริง  นอกจากนั้นยังทรงบรรลุญาณพิเศษอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “จุตูปปาตญาณ” (จุติ+อุบัติ) คือญาณที่รู้แจ้งเรื่องการจุติ (ตาย) และอุบัติ (เกิด) ของสัตว์อื่น ว่าสัตว์นั้นชาติก่อนเกิดเป็นอะไร ตายไปเป็นอะไร แล้วเกิดมาชาตินี้ด้วยวิบากกรรมอันใด  พระญาณพิเศษสองอย่างนี้แหละ จึงทรงทราบย้อนหลังไปหลายแสนหลายล้านปีว่า พระองค์เคยเกิดเป็นอะไรมาบ้างในชาตินั้นๆ  และทรงทราบว่าคนนั้นเคยเกิดเป็นอะไรในชาติก่อน ด้วยวิบากกรรมอันใด จึงเกิดมาในชาตินี้เป็นคนอายุสั้น, อายุยืน, รูปงาม, รูปชั่ว, สูงศักดิ์, ต่ำศักดิ์, มีปัญญาดี, มีปัญญาทราม, โรคมาก, โรคน้อย, รวย, จน,  เพราะกรรมจำแนกสัตว์ให้แตกต่างกันไปตามบุญกรรมของตนในชาติปางก่อน และกรรมในชาตินี้ประสมกัน ทำให้วิถีชีวิตผิดแผกแตกต่างกัน  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเล่านิทานชาดกไว้มากมาย ล้วนแต่ทรงเล่าจากเรื่องจริงในชาติปางก่อนทั้งหมดทั้งสิ้น... (*)

เทพ สุนทรศารทูล
        ๘ เมษายน ๒๕๓๘




* หมายเหตุผู้ทำบล็อก

การพิมพ์เผยแพร่หนังสือ "นิทานสัทธรรมคดี" ในบล็อกนี้ 
จะพิมพ์แต่เฉพาะส่วนร้อยกรองที่เป็นเรื่องชาดก ๔๖ เรื่อง 
อันเป็นเนื้อหาหลักของหนังสือเท่านั้นค่ะ